ความฝันของ “ตั้ม-แต้ว” เยาวชนดีเด่นสังกัด สกอ. ปี 53

       เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2553 คณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ได้นำเด็กและเยาวชนดีเด่นจำนวนกว่า 700 ชีวิตเข้าพบนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับฟังโอวาท และรับรางวัลโล่เด็กและเยาวชนดีเด่น ซึ่งในจำนวนทั้งหมดนี้ มีตัวแทนเยาวชนจากสังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา จำนวน 40 คนร่วมด้วย Life on Campus มีโอกาสได้สัมภาษณ์ตัวแทนเยาวชนคนเก่ง มาดูกันว่า เยาวชนดีเด่นวัยแคมปัส ได้รางวัลนี้มาอย่างไร และมีความฝันอะไรบ้าง

“ตั้ม” ธรรมรัตน์ พูลเพิ่ม

       เริ่มจาก “ตั้ม” ธรรมรัตน์ พูลเพิ่ม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยว่า จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) คัดเลือกตนเองให้ได้รับรางวัลนี้ เนื่องจากการบำเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือสังคมมาอย่างสม่ำเสมอ “ผมทำกิจกรรมตั้งแต่ยังเรียนที่สถานศึกษาเก่า คือ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี โดยเป็นสมาชิกวงโยธวาทิต ช่วยเหลืองานของโรงเรียน และได้รับตำแหน่งรางวัลด้านคุณธรรม จริยธรรม นอกจากนี้ ผมมีความสามารถพิเศษด้านการร้องเพลง เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันในระดับภูมิภาคครับ จนกระทั่งเมื่อได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผมเข้ามาศึกษาในฐานะนักศึกษาทุนของมหาวิทยาลัย ก็ได้เข้าไปช่วยเหลืองานของสถานศึกษา โดยเป็นพิธีกรของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้การเป็นนักศึกษาทุน ทำให้ผมต้องช่วยเหลืองานต่างๆของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว อาทิเช่น เป็นพิธีกรดำเนินรายการงานนักการตลาดสัญจรภาคใต้”
       
       ตั้ม ยังกล่าวถึงความรู้สึกที่ตนเองได้เป็นตัวแทนเยาวชนดีเด่นว่า “เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดว่า จะมีวันนี้ เพราะรู้สึกว่ารางวัลดังกล่าว เป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่มาก ตัวเองก็ไม่ได้ชนะการประกวดอะไรในระดับประเทศ แต่คงเพราะการทำประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างสม่ำเสมอ จึงอยากฝากบอกเพื่อนๆว่า ขอให้คุณแค่ประพฤติดี ทำตัวดี ช่วยเหลือสังคม เพียงเท่านี้ แม้ว่าไม่ได้รางวัล แต่ก็ถือว่าคุณได้เป็นเยาวชนดีเด่นคนหนึ่งแล้วครับ”
       
       สุดท้าย หนุ่มจากปัตตานีคนนี้ มีความคาดหวัง ที่ฝากถึงรัฐบาลเอาไว้ด้วยว่า “ผมเป็นเยาวชนที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมอยากบอกว่า การเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในแต่ละครั้งนั้น มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น นักเรียน และนักศึกษาในพื้นที่ต่างก็กลัว ต้องหยุดเรียน แม้กระทั่ง ผู้ปกครองก็กลัว ไม่กล้าออกมาทำงาน ผมอยากให้ภาครัฐ ช่วยเหลือตรงนี้แก้ไขให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยพัฒนาเด็ก และเยาวชน ใน 3 จังหวัดชายแดนให้ดีกว่านี้ ซึ่งผมไม่ได้หมายความว่าเด็กใน 3 จังหวัดไม่เก่งนะครับ ผมเชื่อว่า เด็กที่นี่มีความสามารถเทียบเท่ากับภาคอื่นด้วย แต่เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้น ทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ดังกล่าวขาดความต่อเนื่องทางการศึกษาครับ”

“แต้ว” สุนิสา ประสนิท

       ด้านสาวเก่งอย่าง “แต้ว” สุนิสา ประสนิท นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขานาฏดุริยางคศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา แสดงความเห็นว่า การได้รับตำแหน่งนี้ ส่วนหนึ่ง มาจากการช่วยเหลือสังคมในหลายด้าน เริ่มตั้งแต่การทำตัวเองให้ดีก่อน แล้วขยายไปครอบครัว ต่อไปยังชุมชนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น อบต. อำเภอ จนกระทั่งได้ช่วยเหลือในระดับจังหวัด “ตอนนี้หนูเป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้านของจังหวัดค่ะ ซึ่งการช่วยเหลือสังคมนั้น เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการทำความดีให้กับตนเอง จากนั้นเราก็ช่วยเหลือเพื่อนฝูง ช่วยอาจารย์ ซึ่งจุดนี้ อาจารย์คงเห็นว่าเรามีประสบการณ์ มีการฝึกฝนทักษะความชำนาญ อาจารย์ก็เอ็นดู เพิ่มพูนความรู้ แนะนำสั่งสอนให้เราเชี่ยวชาญมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา หนูได้ทำประโยชน์แก่ชุมชน คือ การไปฝึกสอนวิชาลูกเสือที่โรงเรียนวัดโคกขี้หนอน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตนเองเคยเรียนมาค่ะ สอนทุกวันพฤหัสบดี โดยไปสอนวิชาลูกเสือ เพราะที่นั่นมีอาจารย์สอนวิชาด้านนี้เพียงท่านเดียว”
       
       สาวแต้ว ยังกล่าวถึงเหตุผลที่ตนเองเลือกมาเรียนในสาขานาฏดุริยางคศิลป์ไทย ว่า “การมาเรียนสาขานี้ เพราะเห็นว่า ในชุมชนยังขาดบุคลากรด้านนี้ ซึ่งตัวเราเองชอบด้านนี้ แต่สถานที่ที่เรียนไม่มีใครสอน จึงอยากศึกษาเพื่อกลับไปพัฒนาโรงเรียนให้มีศักยภาพค่ะ โดยเนื้อหาเกี่ยวกับสาขานี้ แบ่งเป็น ‘นาฏ’ คือ การเรียนนาฏศิลป์ การฟ้อนรำ ส่วน ‘ดุริยางคศิลป์ไทย’ คือ เรียนเกี่ยวกับเครื่องดนตรี ซึ่งด้วยความตั้งใจอยากกลับไปเป็นครูสอนเด็ก จึงคิดว่า เราควรเรียนให้เชี่ยวชาญจริงๆ เพราะหากไปสอนแล้ว เด็กสงสัยเกี่ยวกับเครื่องดนตรี ที่ใช้ประกอบการฟ้อนรำ เราก็จะได้ให้ความรู้แก่เด็กได้ เมื่อรำเป็น ก็ต้องรู้จักเครื่องดนตรีควบคู่ไปด้วยค่ะ”
       
       สุดท้ายนี้ แต้ว เยาวชนดีเด่นเปิดเผยว่า อยากจะฝากบอกท่านนายกฯว่า “ในฐานะที่เรียนด้าน นาฏดุริยางคศิลป์ไทย จึงอยากให้รัฐบาล มีทุนไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ เพราะคนภายนอกอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเต้นกินรำกิน แต่หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว ศิลปวัฒนธรรม และดนตรีไทยเป็นสิ่งที่ต่างประเทศยอมรับ ไม่ใช่เรื่องเชยหรือล้าสมัยแต่อย่างใด จากประสบการณ์ของตัวเอง หนูจะไปช่วยพ่อขายของที่พัทยา ก็เห็นว่ามีฝรั่ง ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจกับดนตรีไทย วัฒนธรรมไทย ซึ่งวันนี้ แม้ไม่ได้คุยกับท่านนายกโดยตรง แต่อยากฝากบอกไปว่า อยากให้ท่านช่วยเหลือด้านการขยายโอกาสเรื่องทุน การไปดูงานต่างประเทศที่เกี่ยวกับดนตรี เพราะในสมัยโบราณ ครูโบราณก็ใช้ความสามารถไปแกะเพลง และไปศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับนานาชาติ หากเด็กที่เรียนในสาขานี้มีโอกาสได้ออกไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ย่อมพัฒนาศักยภาพมากขึ้น เด็กก็จะได้มีจุดมุ่งหมายในการเรียนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้แค่เรียนไปวันๆ แต่เรียนเพื่อมีเป้าหมาย และนำความรู้กลับมาพัฒนาสังคมประเทศชาติต่อไปค่ะ”

แหล่งที่มาของข่าว หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ